• นิสิต
  • คณาจารย์
  • เจ้าหน้าที่
  • สมาคมสิษย์เก่า
  • Econlit

Login with your site account

No apps configured. Please contact your administrator.

Lost your password?

Register

No apps configured. Please contact your administrator.

Are you a member? Login now

thไทย
  • thไทย
  • enEnglish
ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์
  • หน้าแรก
  • แนะนำศูนย์วิจัย
    • ประวัติ
    • คณะผู้บริหาร
    • เจ้าหน้าที่
  • Asian Journal of Applied Economics
  • ข่าวประชาสัมพันธ์
    • ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป
      • ประกาศ/กิจกรรม
      • ข่าวฝึกอบรม
      • ข่าวสารงานวิจัย
    • โครงการบริการวิชาการ
      • ขอเชิญยื่นข้อเสนอโครงการ
    • จัดซื้อจัดจ้าง
  • ผลงานทางวิชาการ
    • งานวิจัย
    • งานบริการวิชาการ
  • ดาวน์โหลด
    • ประกาศ หลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติ
    • ขั้นตอนการดำเนินโครงการ
    • แบบฟอร์มต่างๆ
    • การขอรับการพิจารณารับรองจริยธรรมวิจัยในมนุษย์
  • ติดต่อเรา
    • หน้าแรก
    • แนะนำศูนย์วิจัย
      • ประวัติ
      • คณะผู้บริหาร
      • เจ้าหน้าที่
    • Asian Journal of Applied Economics
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
      • ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป
        • ประกาศ/กิจกรรม
        • ข่าวฝึกอบรม
        • ข่าวสารงานวิจัย
      • โครงการบริการวิชาการ
        • ขอเชิญยื่นข้อเสนอโครงการ
      • จัดซื้อจัดจ้าง
    • ผลงานทางวิชาการ
      • งานวิจัย
      • งานบริการวิชาการ
    • ดาวน์โหลด
      • ประกาศ หลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติ
      • ขั้นตอนการดำเนินโครงการ
      • แบบฟอร์มต่างๆ
      • การขอรับการพิจารณารับรองจริยธรรมวิจัยในมนุษย์
    • ติดต่อเรา

    กิจกรรม

    • Home
    • Blog
    • กิจกรรม
    • ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ จัดเวทีเสวนา “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย” เปิดพื้นที่ 9 พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายก่อนเลือกตั้ง 2569

    ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ จัดเวทีเสวนา “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย” เปิดพื้นที่ 9 พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายก่อนเลือกตั้ง 2569

    • Posted by CAER KU
    • Categories กิจกรรม, ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป, สัมมนา
    • Date 03 กุมภาพันธ์ 2026
    • Comments 0 comment

    สรุปเวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย” เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ณ อาคารปฏิบัติการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีผู้แทนจาก 9 พรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ

    • ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี) จากพรรครวมไทยสร้างชาติ (หมายเลข 6)
    • คุณพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ (ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ) จากพรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9)
    • คุณอภิรัฐ คงชนะกุล (กรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจ) จากพรรคเศรษฐกิจ (หมายเลข 11)
    • คุณจิรวัฒน์ จังหวัด (รองโฆษกพรรคและผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ) จากพรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27)
    • คุณสุนทร รักษ์รงค์ (ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ) จากพรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42)
    • ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล (กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคพลังประชารัฐ (หมายเลข 43)
    • ดร.เดชรัต สุขกำเนิด (แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต) จากพรรคประชาชน (หมายเลข 46)
    • คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ (กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคไทยสร้างไทย (หมายเลข 48)
    • คุณโชติพงศ์ สรรเสริญ (ผู้สมัคร ส.ส.) จากพรรคไทยก้าวใหม่ (หมายเลข 49)

    รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม) ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานเสวนาและเปิดงาน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ (รศ.ดร.กุลภา กุลดิลก) เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน  และ รศ.ดร. วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

    พรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายด้านเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม และร่วมตอบคำถามชุดเดียวกันทั้งหมด 6 คำถาม ได้แก่ 1) พรรคของท่านจะทำให้ “รายได้สุทธิของเกษตรกรเพิ่มขึ้น” และ “ความเสี่ยงด้านรายได้ลดลง” อย่างไร 2) พรรคของท่านจะลดการเผาในภาคเกษตรแบบ “คนทำตามได้จริง” อย่างไร 3) พรรคคุณจะทำให้ภาคเกษตรและอาหารของไทยเปลี่ยนจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” ไปเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในซัพพลายเชนโลก” ภายใน 4 ปีอย่างไร? 4) พรรคคุณจะทำอย่างไรให้ “สินค้าเกษตรและอาหารไทยน่าเชื่อถือระดับโลก” โดยไม่ผลักภาระเอกสารให้ SME และเกษตรกร? 5) ภายใต้งบประมาณจำกัด พรรคของท่านจะ “เลิก/ลด”อะไร 1 อย่าง และจะ “เพิ่ม/ลงทุน” อะไร 1 อย่าง เพื่อให้เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและทำได้จริง และ 6) พรรคคุณจะทำให้เกษตรกร ‘มีรายได้เพิ่มจากการดูแลสิ่งแวดล้อม’ ได้จริงไหม? โดยสามารถสรุปคำตอบของแต่ละพรรคการเมืองได้ดังนี้

     พรรคกล้าธรรม

    พรรคกล้าธรรมเสนอกรอบคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งให้รายได้เกษตรกรเพิ่มผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การเข้าถึงปัจจัยการผลิต และการเสริมศักยภาพการรวมกลุ่ม มากกว่าการพึ่งการอุดหนุนที่มองว่าเป็นแรงจูงใจทางการเมืองในอดีต ในมิติรายได้สุทธิและความเสี่ยง (ช่วงเร่งด่วน) พรรคระบุเครื่องมืออย่างการปราบปรามการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน การทำโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” และการจัดการหนี้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการตั้ง “ธนาคารประชาชน” เพื่อรวมหนี้และแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ การเพิ่มรายได้ผ่านเกษตรกรรมยั่งยืนและการแปรรูปอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงทิศทาง “ไทยครัวโลก” ที่เน้นอาหารปลอดภัยเพื่อการส่งออก ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณที่ใช้ และตัวชี้วัดผลลัพธ์ (KPI) ที่ยกมาจะเป็นเชิงทิศทาง เช่น “หนี้สินเกษตรกรลดลง” และ “อัตราดอกเบี้ยลดลง” โดยยังไม่กำหนดค่าเชิงตัวเลขชัดเจน

    ในประเด็นลดการเผา พรรคใช้แนวทางผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจกับกลไกชุมชน โดยเสนอให้เกิด “ราคาพรีเมียม” สำหรับผลผลิตที่ไม่เผา และเชื่อมการเข้าถึงแหล่งทุน/สินเชื่อ (เช่น ผ่านเครือข่ายสหกรณ์) กับพฤติกรรมไม่เผา พร้อมทั้งเสนอให้การกำกับดูแลเป็น “กลไกภายในชุมชน” มากกว่าการบังคับจากรัฐโดยตรง ส่วนตลาดรองรับชีวมวล พรรคกล่าวถึงการส่งเสริมการใช้เศษพืชไปสู่ชีวมวล ปุ๋ย และอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายเชิงตัวเลขของการลดการเผาในเวทีนี้

    ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอการยกระดับจากผู้ส่งออกยางดิบไปสู่การผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางระดับโลก โดยวาง “ยางยั่งยืน” เป็นแกน เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดพรีเมียมและรับผลตอบแทนจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (เช่น เงื่อนไขการไม่ตัดไม้ทำลายป่า) รวมถึงคาร์บอนเครดิต ในมิติความน่าเชื่อถือ/มาตรฐาน พรรคเสนอให้ “กลไกรัฐ” โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐด้านยางพาราเป็นผู้ดำเนินการรับรอง/จัดทำมาตรฐานเพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย และให้ภาครัฐพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับเงื่อนไขของตลาดต่างประเทศ สุดท้าย ภายใต้งบจำกัด พรรคระบุชัดว่าอยาก “เลิก/ลด” นโยบายอุดหนุนแบบประกันรายได้ (ยกตัวอย่างกรณีประกันรายได้ยางพาราที่ใช้งบสูงแต่ไม่ทำให้ราคาเกษตรกรดีขึ้น) และ “เพิ่ม/ลงทุน” ด้านการพัฒนาศักยภาพ เกษตรกร—ทั้งองค์ความรู้และทัศนคติ—ให้พึ่งพาตนเอง รวมกลุ่ม และต่อรองราคาได้ รวมถึงแนวคิดรายได้จากสิ่งแวดล้อมผ่าน “สวนยางยั่งยืน” ที่เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดการพึ่งรายได้จากยางเพียงทางเดียว

    พรรคไทยก้าวใหม่

    พรรคไทยก้าวใหม่เสนอแนวทางที่เน้น “เทคโนโลยี + การปฏิรูประบบราชการ” โดยกล่าวถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มใช้โดรน/IoT การวัดค่าปุ๋ย การเสริมความเข้มแข็งเกษตรกร และ “เบรกไซโล” ระหว่างกระทรวง ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์ และเสนอเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันคือการพักหนี้เกษตรกร ส่วนระยะ 4 ปี เสนอแนวทางทำโครงการนำร่องบางพื้นที่ก่อนแล้วค่อยขยายผลเพื่อหลีกเลี่ยงแรงเสียดทาน และเน้นการทำงานข้ามกระทรวง (breaking the silo) อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลข โดยกล่าวเพียงว่าจะใช้ “ตัวเลขจริง” เป็นตัววัดแต่ยังไม่กำหนดค่า

    ประเด็นลดการเผา พรรคสื่อสารตรงว่า “ไม่เผาแล้วต้องได้เงิน” จึงเสนอให้รัฐรับซื้อวัสดุเหลือใช้ในราคาสูง และทำตลาดรองรับผ่านโรงไฟฟ้าชีวมวล พร้อมย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องมาคู่กับแรงจูงใจ โดยอธิบายเชิงบริบทด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มจาก 2–3 แสนเป็นราว 5 แสนบาทต่อครัวเรือน (ใช้เป็นเหตุผลว่ามาตรการต้องทำให้คนอยู่ได้จริง)

    ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอให้รัฐเปิดทางเอกชนร่วมลงทุนกับเกษตรกรในการแปรรูป พร้อมการตลาดเชิงเรื่องราว/แบรนดิ้งระดับโลก (storytelling) ยกตัวอย่างการต่อยอดข้าวไปเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและเชื่อมกับวัฒนธรรม/การท่องเที่ยว เพื่อให้ข้าวหลุดจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ด้านมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุนมาตรฐาน แต่เสนอการใช้ระบบรัฐบาลดิจิทัลและการรวมศูนย์ข้อมูลภาครัฐเพื่อตรวจสอบย้อนหลังและลดปัญหาแอปจำนวนมากที่ไม่เชื่อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคระบุว่าจะลดการทำงานแบบไซโลของรัฐ และเพิ่มการบูรณาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเน้น “ความจริงจังเรื่องคาร์บอนเครดิต” โดยย้ำว่าต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจชัดว่าได้ผลตอบแทนอะไรจากการเข้าระบบคาร์บอนเครดิต และยังเสนอแนวคิดตั้ง “ธนาคารกลาง” สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (ในความหมายของโครงสร้างกลางเพื่อรองรับตลาด)

    พรรคไทยสร้างไทย

    พรรคไทยสร้างไทยเน้นประเด็น “ความปลอดภัยอาหาร–การตรวจสอบนำเข้า–การผลิตในประเทศ” โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสินค้านำเข้าบางแหล่ง และเสนอให้รัฐบูรณาการหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหารให้อยู่ในระบบเดียวพร้อมเครื่องมือที่เพียงพอ เพื่อทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและการใช้สารเคมี โดยระยะเร่งด่วนเสนอพักหนี้เกษตรกรและกำกับการใช้ปุ๋ย/สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนระยะ 4 ปี เสนอให้บูรณาการนโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมผลักดันการตรวจสอบสารเคมีและสินค้านำเข้าเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณ โดยกล่าวเชิงหลักการว่านำงบที่สูญเสียจากคอร์รัปชันมาใช้ และไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลข

    ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอใช้มาตรการจูงใจผ่านกลไกสหกรณ์เป็นช่องทางหลัก สนับสนุนการนำเศษวัสดุไปทำปุ๋ยและชีวมวล และเสนอให้การบังคับใช้กฎหมายจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมติดตาม ขณะที่ตลาดรองรับชีวมวล พรรคชี้ว่าควรพัฒนาไปพร้อมคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้

    ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอให้สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปยางในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างงาน และลดการพึ่งพาต่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่าปัญหาเชิงโครงสร้างคือไทยขายวัตถุดิบแต่ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย ซึ่งทำให้เสียโอกาสในซัพพลายเชน ในประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้เสนอวิธีลดต้นทุนมาตรฐานแบบเฉพาะเจาะจง แต่เสนอให้รัฐบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ รวมถึงสินค้านำเข้า โดยเน้นว่าต้อง “ตรวจสอบย้อนกลับไปที่แปลงเกษตรกรได้” และควรออกแบบแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ทำการผลิตปลอดสาร/ไม่ใช้สารเคมีได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น (เช่น ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะด้านอาหารปลอดภัย) ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่อง “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคชี้ให้ลดงบ/ภารกิจที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ แล้วเพิ่มการบูรณาการเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการออกแบบแรงจูงใจที่ “คุ้มค่าและปลอดภัย” และการทำสหกรณ์ให้เข้มแข็งเป็นฐานให้มาตรการสิ่งแวดล้อมเกิดผลจริง

    พรรคประชาชน

    พรรคประชาชนเสนอภาพรวมเชิงโครงสร้างที่เน้น “จำแนกเกษตรกรตามศักยภาพและช่วงชีวิต” และ “ย้ายงบ ไม่เพิ่มงบ” โดยให้เหตุผลว่าการช่วยเหลือแบบให้เปล่าโดยไม่จำแนกกลุ่มทำให้ทรัพยากรกระจายไม่เกิดผลลัพธ์ ในคำถามรายได้สุทธิและการลดความเสี่ยง พรรคเสนอ 4 กลุ่มเป้าหมาย (เช่น กลุ่มสูงวัยติดหนี้ กลุ่มรายย่อยที่ยังทำต่อได้ กลุ่มเชิงพาณิชย์ที่แข่งขันตลาดโลก และกลุ่มที่พร้อมเข้าสู่ตลาดพรีเมียม/แปรรูป) และจัดชุดเครื่องมือเร่งด่วนแบบจำเพาะกลุ่ม ได้แก่ การแก้หนี้สำหรับเกษตรกรสูงวัย การสนับสนุนระบบน้ำรายละ 50,000 บาท การปรับเปลี่ยนพืช 2,000 บาท/ไร่ และการปลูกไม้ยืนต้นเป็น “เงินออม” 30,000 บาท/ไร่ สำหรับรายย่อย รวมถึงคูปองลดการเผา/ใช้ปุ๋ยแม่นยำ 500 บาท/ไร่ การปลูกพืชหมุนเวียน 1,000 บาท/ไร่ และสนับสนุนทำมาตรฐาน 5,000 บาท/ราย สำหรับกลุ่มเชิงพาณิชย์ ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรควางการปฏิรูปทั้งระบบตั้งแต่พันธุ์พืช ดิน น้ำ มาตรฐาน งานวิจัย การแปรรูป ไปจนถึงดิจิทัลสำหรับติดตามและประเมินผล โดยระบุกรอบงบว่ามาจากการย้ายงบช่วยเหลือเดิมราว 50,000–100,000 ล้านบาทต่อปี และเสนอ KPI เชิงตัวเลข เช่น ผลผลิตเพิ่ม 5% ต้นทุนลด 10% รายได้เพิ่ม 10% และสัดส่วนครัวเรือนเกษตรยากจนลดลง 10%

    ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอ “แยกมาตรการตามชนิดพืช” เพื่อให้ทำตามได้จริง เช่น ข้าวสนับสนุนผู้ให้บริการทางการเกษตรเพื่อไถกลบตอซัง พร้อมแรงจูงใจ 250 บาท/ไร่ อ้อยสนับสนุนเครื่องจักรหลังเก็บเกี่ยว และข้าวโพดสนับสนุนงานวิจัยเครื่องจักรสำหรับพื้นที่ลาดชัน โดยวางหลักให้ “ตลาดรองรับก่อน แล้วค่อยขยายการบังคับใช้” และจัดลำดับการใช้เศษพืชจากมูลค่าสูงไปต่ำ (อาหารสัตว์ → บำรุงดิน/ปุ๋ยชีวภาพ → เชื้อเพลิงชีวภาพ) พร้อมเป้าหมายเชิงตัวเลขว่าใน 2–3 ปีให้ลดการเผาเข้าใกล้ศูนย์ (near zero)

    ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการวางตำแหน่งข้าวไทยให้หลุดจากตลาด commodity ผ่านบทบาทหลายมิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารยามวิกฤต ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพรีเมียม และการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น อาหารสุขภาพ/ผลิตภัณฑ์อื่นที่ต่อยอดคุณค่าจากข้าว) ขณะเดียวกัน ในประเด็นมาตรฐาน พรรคเสนอ “คูปองสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐาน” (เช่น GAP/อินทรีย์) 5,000 บาทต่อราย และเสนอพัฒนาระบบนิเวศผู้ตรวจรับรองให้มีจำนวน/การแข่งขันเพิ่มขึ้น พร้อมระบบตรวจสอบป้องกันการสวมสิทธิ์ ในมิติ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” พรรคระบุว่าจะลดเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าขนาดใหญ่ และเพิ่มการลงทุนด้านสิทธิในที่ดินผ่านกองทุนพิสูจน์สิทธิ 10,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภายใน 4 ปี รวมถึงลงทุนด้านคุณภาพดิน (ลดเผา ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ปลูกพืชบำรุงดิน) ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคแจกแจงเป็น 4 ช่องทาง (รายได้จากทรัพยากรในพื้นที่/สมุนไพร การลดความเสี่ยงและต้นทุน และรายได้จากการตรวจรับรอง) และเสนออุดหนุนโดยตรงเพื่อทำให้ทั้ง 4 ช่องทางเกิดขึ้นได้จริง

    พรรคประชาธิปัตย์

    พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอแนวทางที่ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในหลายประเด็น โดยมองว่าสหกรณ์สามารถยกระดับรายได้ของเกษตรกรรายย่อยได้ทั้งเชิงเศรษฐกิจและการกำกับมาตรฐาน ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นสหกรณ์ และเสนอการปฏิรูป 4 ปีให้สหกรณ์มีลักษณะใกล้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านการรวมกลุ่มสหกรณ์หลายพื้นที่เพื่อเพิ่ม market size ความหลากหลายสินค้า และอำนาจต่อรอง พร้อมใช้ “ประกันราคา” ควบคู่ระบบดิจิทัลลักษณะ Agricultural ID เพื่อกำกับข้อมูลการผลิต/การจำหน่ายจริงและป้องกันการสวมสิทธิ์ (ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วนใน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้)

    ประเด็นลดการเผา พรรคคงแนวคิด “กำกับผ่านสหกรณ์และปลายน้ำ” โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่ถ่ายทอดเงื่อนไข “ไม่เผา” ไปยังสมาชิก รวบรวมผลผลิตและควบคุมคุณภาพ พร้อมเสนอการบังคับใช้แบบเป็นธรรมผ่านเงื่อนไขการรับซื้อ (เช่น ไม่รับหรือจำกัดสัดส่วนผลผลิตที่มาจากการเผา) โดยให้ผู้ควบคุมในพื้นที่/กลไกสหกรณ์เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ พรรคเสนอการใช้ข้อมูลดาวเทียมและจุดความร้อนเชื่อมกับระบบ Agricultural ID และเชื่อมสิทธิทางนโยบาย (การขายผลผลิต/เข้าร่วมโครงการรัฐบางประเภท) กับการขึ้นทะเบียน/มี ID เพื่อเพิ่มแรงจูงใจเชิงระบบ อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้

    ในด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “มะพร้าวน้ำหอม” และเสนอการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรับรองแหล่งกำเนิด/อัตลักษณ์พื้นที่ (แนวทาง GI/AOP/TPO ในความหมายของการยืนยันความเป็น “ของแท้จากพื้นที่”) เพื่อสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและทำให้ขายได้ราคาสูงอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่องมาตรฐานที่เสนอให้ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในการตรวจสอบคุณภาพและทำหน้าที่ผู้ส่งออก ช่วยลดต้นทุนการรับรองรายบุคคลและทำให้การควบคุมมาตรฐานเกิดในระดับกลุ่มได้ง่ายขึ้น ภายใต้งบจำกัด พรรคระบุว่าอยากลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อน/เกินจำเป็น (โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งานต่ำ) แล้วนำงบไปสนับสนุนโลจิสติกส์และการเดินรถ/การขนส่งสินค้าเกษตร โดยยกข้อมูลประกอบว่าการขนส่งทางรางมีสัดส่วนราว 14–15% และยังมีศักยภาพเพิ่มเพื่อลดต้นทุนแข่งขัน ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอเครื่องมือ “พันธบัตรป่าไม้” เพื่อให้ผู้ปลูกป่ามีรายได้ระยะยาว โดยอธิบายในลักษณะทำให้ผู้ปลูกเป็นผู้ดูแล/พนักงานและได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่อง

    พรรคพลังประชารัฐ

    พรรคพลังประชารัฐเสนอกรอบที่ให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป” และการจัดโครงสร้างตลาด โดยเชื่อมทั้งนโยบายด้านปัจจัยการผลิต (เช่น แนวคิดปุ๋ยคนละครึ่งพลัส/ผลิตปุ๋ยเอง) เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตรเพื่อการแปรรูป และเครื่องมือด้านตลาด (เช่น ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า) ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดเป้าหมายเป็นเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่เผชิญความผันผวนราคา โดยระยะสั้นเสนอการบริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การประสานงานรัฐ และการเจรจากับผู้มีอำนาจกำหนดราคา รวมถึงการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน ส่วนระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการปรับโครงสร้างตลาดให้สะท้อนกลไกเศรษฐศาสตร์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ลดอำนาจผูกขาด และเจรจาต่างประเทศเพื่อเพิ่มอุปสงค์ ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณและ KPI เชิงตัวเลขสำหรับรายได้สุทธิในเวทีนี้

    ประเด็นลดการเผา พรรคเชื่อมโยงกับแนวคิด “clean air economy” และตลาดคาร์บอน โดยเสนอผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดเป็นฐานของการบังคับใช้ พร้อมสร้างตลาดรองรับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเชื่อมแหล่งทุน/กองทุนสีเขียวระดับโลกเข้ากับผลผลิตที่ไม่เผา ในส่วนตัวเลข พรรคยก “ตัวอย่าง KPI” เช่น ลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 50% หรือทำให้เศรษฐกิจอากาศสะอาดเติบโต 10% ต่อปี

    ในมิติการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการแปรรูป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เชื่อมอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีเพื่อผลิตสินค้ามูลค่าสูง (เช่น เชื้อเพลิงอากาศยาน น้ำมันหล่อลื่น และเคมีภัณฑ์) เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพในซัพพลายเชนโลก ด้านมาตรฐาน พรรคเสนอเพิ่มจำนวนหน่วยงานรับรอง (certifying bodies) และลดต้นทุนการรับรองผ่านการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมให้รัฐเป็นผู้สร้างระบบรับรองและกำหนดบทบาทของผู้เกี่ยวข้องให้ชัด (เกษตรกร–โรงงาน–หน่วยรับรอง) ส่วน “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดกฎหมาย/มาตรการที่คุ้มครองอุตสาหกรรมหรือพืชบางชนิดจนเกิด “comfort zone” และเพิ่มการส่งเสริมการแข่งขัน การแปรรูป และการพัฒนาไปสู่สินค้าอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับคำตอบรายได้จากสิ่งแวดล้อมที่เน้นการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การทำไบโอชาร์ และการทำมาตรฐานเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตลาด

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางแก้ปัญหาเกษตรแบบ “ต้นน้ำ–ปลายน้ำ” โดยต้นน้ำเน้นการลดต้นทุนและยกระดับข้อมูลการผลิต (เช่น ปลูกถูกพันธุ์ ใส่ปุ๋ยถูกสูตร ตรวจดิน ทำแผนที่ดิน/soil map และใช้คูปองปัจจัยการผลิต) ส่วนปลายน้ำเน้นเทคโนโลยี มาตรฐาน และการปรับกติกา/กฎหมายให้เอื้อต่อเกษตรกรรายย่อยและ SME เพื่อเปลี่ยนจากสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำสู่มูลค่าเพิ่มสูง ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยหนี้สูง (ยกตัวอย่างหนี้เฉลี่ยราว 500,000 บาท) และเกษตรกรอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยระยะเร่งด่วน 100 วันเสนอการปลดหนี้/พักหนี้เพื่อให้เกษตรกร “ตั้งหลัก” ก่อน ขณะที่ระยะ 4 ปีเสนอ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร” ระดับ 30% ควบคู่ระบบคูปองปัจจัยการผลิต โดยมีเงื่อนไขให้ขึ้นทะเบียน ตรวจดิน และใช้พันธุ์–สูตรปุ๋ยที่เหมาะสม เพื่อสร้างฐานข้อมูลภาคเกษตรไปพร้อมกับการยกระดับอุตสาหกรรม พรรคระบุกรอบงบประมาณราว 40,000 กว่าล้านบาท และให้เหตุผลว่าต่ำกว่านโยบายในอดีตที่ใช้งบมากกว่า 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลขชัดเจนในเวทีนี้

    ในประเด็นลดการเผา พรรคย้ำการใช้ “แรงจูงใจผ่านระบบข้อมูล” โดยผูกการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประกันกำไรกับเงื่อนไขการผลิต และเสนอใช้เทคโนโลยี/ทรัพยากรร่วม เช่น เครื่องจักรและจุลินทรีย์ เพื่อช่วยไถกลบตอซัง พร้อมระบุว่าการบังคับใช้ควรมาคู่กับการสนับสนุน ไม่ใช้บทลงโทษอย่างเดียว และให้ “รางวัล” กับเกษตรกรที่ไม่เผาผ่านราคาที่สูงขึ้นหรือโอกาสในตลาดมาตรฐาน ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาโดยตรง

    ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการยกระดับเป็น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยตลอดห่วงโซ่ (Farm to Fork) โดยมองกติกาใหม่ เช่น CBAM เป็นโอกาสให้ข้าวไทยผ่านกำแพงการค้าและขายได้ราคาสูงขึ้นในตลาดพรีเมียม ขณะที่คำตอบเรื่องมาตรฐาน พรรคเสนอให้รัฐทำหน้าที่ enabler เพื่อลดต้นทุนมาตรฐานใหม่ที่มีต้นทุนสูง (เช่น กระบวนการ MRV) และพัฒนาระบบ One Stop Service เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการรับรอง/รายงานข้อมูล สอดรับกับคำตอบเรื่องงบประมาณที่พรรคเสนอ “เลิก/ลด” การช่วยเหลือแบบแจกแบบหว่านและการอุดหนุนไม่มีเป้าหมาย แล้ว “เพิ่ม/ลงทุน” ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร โดยยกตัวอย่างแนวโน้มการใช้งบด้านข้าวที่ลดลงจากราว 80,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2565) เหลือราว 50,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2567) เพื่อชี้ทิศทางการปรับงบ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการส่งเสริม “มาตรฐานคาร์บอน” และการระดมทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

    พรรครวมไทยสร้างชาติ

    พรรครวมไทยสร้างชาตินำเสนอแนวทางที่ให้น้ำหนักกับการลดต้นทุนผ่าน “ปัจจัยการผลิต” และการจัดโครงสร้างกำกับดูแลในห่วงโซ่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะประเด็นปุ๋ยและพืชเศรษฐกิจบางชนิด พรรคเสนอให้รัฐลงทุนผลิต “ปุ๋ยรัฐ” ครบห่วงโซ่ (เช่น NPK) เพื่อทดแทนการนำเข้า ลดต้นทุนเกษตรกร และลดอำนาจทุนผูกขาด รวมถึงเสนอให้รัฐควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้ทุนกำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในระบบตลาดที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยสูงและการผูกขาด แต่ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้

    ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอโมเดลที่ใช้ “อำนาจรัฐปลายน้ำ” และบทบาทโรงงานเป็นกลไกตัดวงจร โดยระยะแรกเสนออัดฉีด/สนับสนุนการรับซื้อผลผลิตสด (ไม่เผา) เพื่อเปลี่ยนแรงจูงใจของเกษตรกร พร้อมอธิบายว่าการเผามักเกิดจากต้นทุนแรงงานและความสะดวก ขณะเดียวกัน พรรคเสนอการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเฉพาะจุดผ่านหน่วยงานกำกับปลายน้ำ ยกตัวอย่างการใช้กฎหมายความปลอดภัย (เช่น การสั่งปิดโรงงานชั่วคราว) เมื่อพบการรับซื้ออ้อยเผาเกินควร และเสนอให้โรงงานทำหน้าที่ “ตัดตลาด” ของผลผลิตที่มาจากการเผา พรรคยกเป้าหมายเชิงตัวเลขจากกรณีอ้อยว่า ลดสัดส่วนอ้อยเผาจากราว 60% เหลือราว 30% และต่อเนื่องจนเหลือราว 14% (พร้อมอธิบายว่าช่วงเข้มงวดมีสภาพ “ท้องฟ้าบลูสกาย”) อย่างไรก็ตาม ในคำตอบนี้ยังไม่ได้ขยายกลไกเดียวกันไปยังพืชอื่นอย่างเป็นระบบ

    ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการออก “กฎหมายปาล์มน้ำมันเฉพาะ” เพื่อกำกับทั้งระบบแบบอุตสาหกรรมอ้อย–น้ำตาล ตั้งแต่การจัดสัดส่วนรายได้ (ยกตัวอย่าง 70% เกษตรกร – 30% โรงงาน) ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าสูง (โอเลโอเคมี เช่น เครื่องสำอาง ผงซักฟอก เคมีภัณฑ์ขั้นสูง) และเชื่อมกับภาคพลังงานเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุน/ระบบตรวจสอบย้อนกลับโดยตรง แต่กล่าวถึงความจำเป็นของการรองรับมาตรฐานต่างประเทศ (เช่น EUDR/ฮาลาล) เพื่อเปิดตลาด และเน้นบทบาทการพัฒนาทักษะแรงงาน/สถาบันการศึกษา ส่วน “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดการแทรกแซงเชิงการเมืองในโครงสร้างกำกับสินค้าที่ซับซ้อน (ยกตัวอย่างปาล์มน้ำมัน) และเพิ่มการลงทุนให้รัฐมีบทบาทผลิตปุ๋ยเองโดยอาศัยทรัพยากรภายในประเทศ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอส่งเสริมการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการปล่อยก๊าซ และเสนอให้กลไกด้านการคลังของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

    พรรคเศรษฐกิจ

    พรรคเศรษฐกิจเสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างที่มองการเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่าน “การเปลี่ยนตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่า” โดยเฉพาะการลดบทบาทคนกลาง การรวมเกษตรกรเข้าสู่นิคม/เขตอุตสาหกรรมการเกษตร และการยกระดับโลจิสติกส์เชื่อมตลาดต่างประเทศ ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นภาคเกษตรเพื่อการส่งออก (ยกตัวอย่างตลาดจีน) และเสนอระยะ 4 ปีให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบรางความเร็วสูง) การค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดและลดต้นทุนขนส่ง โดยตั้งเป้าเชิงผลลัพธ์ว่า “รายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า” ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันและกรอบงบประมาณในเวทีนี้

    ในประเด็นลดการเผา พรรคมองว่าเป็น “ผลของโครงสร้างรายได้” มากกว่าพฤติกรรมรายบุคคล จึงเสนอการดึงเกษตรกรเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อให้เข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และตลาดปลายน้ำ พร้อมแนวคิดเพิ่ม “ส่วนแบ่งรายได้ของเกษตรกร” จากระดับประมาณ 10–15% ของมูลค่าทั้งห่วงโซ่ไปสู่ 50–60% และใช้กลไกตลาด/อุตสาหกรรมรองรับเศษพืชและมูลเกษตรไปสู่พลังงานหรืออุตสาหกรรมควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยระบุว่าการบังคับใช้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากโครงสร้างรายได้ไม่เปลี่ยน

    ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “กุ้ง” และเสนอการใช้ข้อตกลงการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมตลาดจีน (รวมถึงแนวคิดขนส่งกุ้งสดให้ถึงตลาดภายใน 1 วัน) เพื่อยกระดับเป็นผู้ส่งออกกุ้งพรีเมียม ขณะที่มาตรฐาน พรรคเสนอการทำมาตรฐานร่วมกันผ่านนิคม (ลดต้นทุนต่อราย) และแนวทางตรวจสอบย้อนกลับผ่านความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศปลายทางเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินค้าในปลายทาง ภายใต้งบจำกัด พรรคเสนอให้ “เลิก/ลด” การแทรกแซงราคาที่ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและลดอำนาจผูกขาดของพ่อค้า/นายทุนท้องถิ่น แล้ว “เพิ่ม/ลงทุน” เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโลจิสติกส์ผ่านนิคมและระบบราง สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคย้ำว่าควรเดินคู่กับเศรษฐกิจ และเสนอการสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมแนวคิดขยายการสร้างนิคมการเกษตรในหลายพื้นที่/ทุกจังหวัด

    ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์จะเผยแพร่สรุปเชิงตารางและอินโฟกราฟิกประกอบ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเชิงลึกของแต่ละพรรคได้ต่อไปตามรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้สรุปเวทีเสวนาวิชาการ 26 ม.ค. 69

    • Share:
    CAER KU

    Previous post

    การเสนอขอรับทุนอุดหนุนวิจัยเพื่อพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี พ.ศ. 2569
    03 กุมภาพันธ์ 2026

    Next post

    ขอเชิญยื่นข้อเสนองานจ้างพัฒนาสินค้า/บริการเพื่อสร้างมูลค่าให้พื้นที่ คทช. ทั้งทางตรงและทางอ้อม พื้นที่เป้าหมายปี 2568
    03 กุมภาพันธ์ 2026

    You may also like

    0194 เชิญชวนชื่นข้อเสนอและเสนอราคาโครงการจั_Page1
    เชิญชวนยื่นข้อเสนอและเสนอราคาโครงการจัดทำแนวทางการประเมิณอำนาจตลาดในธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดการค้าเสรีและเป็นธรรม โดยวิธีคัดเลือก
    9 เมษายน, 2026
    5w75XAqG895PSp3sHZBR
    โชว์วิสัยทัศน์ในงานประชุมวิชาการ ม.เกษตรฯ ครั้งที่ 64! 🥦 Roadmap 100 วันแรก รัฐบาลใหม่ต้องเร่งวางระบบ เกษตร–อาหาร–สิ่งแวดล้อม
    26 มีนาคม, 2026
    Screenshot 2026-03-20 153355
    เปิดรับข้อเสนอโครงการ ASEA-UNINET Projects 2026-2028 เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัยในปี พ.ศ. 2569-2571
    20 มีนาคม, 2026

    Leave A Reply ยกเลิกการตอบ

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

    ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด

    ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ เปิดรับสมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ จำนวน 2 ตำแหน่ง
    27พ.ย.2025

    ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ …

    ขอเชิญยื่นข้อเสนองานจ้างพัฒนาสินค้า/บริการเพื่อสร้างมูลค่าให้พื้นที่ คทช. ทั้งทางตรงและทางอ้อม พื้นที่เป้าหมายปี 2568
    03ก.พ.2026

    สามารถดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม …

    ขอเชิญร่วมเสนองานจ้างที่ปรึกษาเพื่อสนับสนุนการชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2562
    29มี.ค.2019

    รายละเอียด

    โครงการเสริมสร้างศักยภาพด้านการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประจำปีงบประมาณ 2562
    20ส.ค.2019

    2.2 กำหนดการ (19-08-62)

    logo

    0-2561-5037

    025615037-16

    caer.eco@ku.th

    Center for Applied Economics Research, Kasetsart University Demo Projects. Developed by Hiluxsoft.

    • นิสิต
    • คณาจารย์
    • เจ้าหน้าที่
    • สมาคมสิษย์เก่า
    • Econlit